ฟรีรีวิว
ข่าว ข่าวเศรษฐกิจ

เบื้องหลัง Blogger จากดราม่าสื่อ หรือ เนตไอดอล แลกกับฟรีรีวิว

จากกระแส ฟรีรีวิว จากเหล่าบล็อกเกอร์ เนตไอดอล ดารา คนบันเทิงบนสื่อ ขอไปรีวิวสินค้า บริการ โรงแรมที่พักร้านอาหารกันแบบฟรีๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ในการติดต่อขอพักฟรี เพื่อแลกกับการลงรีวิว ก็เป็นเหมือนกับการรีวิวโดยไม่ได้อุดหนุนและรับประสบการณ์ที่แท้จริง เปรียบเสมือน SR หรือ Sponsored Content ที่อาจจะต้องแจ้งกับผู้อ่านเหมือนกัน

จนมีเจ้าของกิจการออกมาโพสต์เฟสบุค  บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun

บ้านไร่ไออรุณ

บ้านไร่ …ไม่มีเเละไม่เคยมีนโยบาย ให้บล้อคเกอร์ ,ดารา,หรือคนมีชื่อเสียง เข้าพักฟรี เพื่อเเลกกับการโปรโมท ทางโซเชียลให้ นะครับ รู้สึกหมดศรัทธา เเละรู้สึกเเย่ทุกครั้ง ที่มี เพจต่างๆหรือคนดัง ติดต่อเข้ามา ขอพักฟรี ,ทานอาหาร +ทีมงาน เเล้วยื่นข้อเสนอ ว่าจะเชคอิน เเละรีวิว โปรโมทให้ คือบางครั้งก็สงสัยนะครับ ว่าทำไมไม่มาอุดหนุนกัน ทั้งๆที่เค้าก็ดูดี มีฐานะกว่าเราด้วยซ้ำ 

พอเราปฏิเสธ ก็ดูท่าทางจะไม่ค่อยพอใจ …คุณรู้ไหมครับว่า กว่าเราจะสร้างที่นี่ขึ้น มาได้ ใช้ทั้งเเรงกาย เเรงใจ เเละเงินลงทุนไปมากขนาดไหน เรามีค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (คิดถึงตอนที่พ่อ ตัดไม้ไผ่มาช่วยกันสร้างบ้าน ,ตอนที่เเม่ นั่งตากเเดดปลูกผัก) ถ้าไม่เข้าใจผู้ประกอบการ ก็อยากให้สงสารคุณลุง คุณป้า เเละน้องๆที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน อย่างหนัก ในด้านหลังบ้านของเราบ้าง ยอดไลค์ การเเชร์ คอมเม้น หรือชื่อเสียง ที่ได้มา จากการซื้อโฆษณา เเล้วได้กลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่เเถมยังต้องมาเสียตัวตนของเราไป / ไม่อยากได้เลย การตลาดที่ดีเขาไม่ทำกันเเบบนี้หรอกครับ #จะไม่เชื่อรีวิวตามหน้าฟีดอีกต่อไป #เราอยู่ในจุดที่ต้องพัฒนา ไม่ใช่โฆษณา

เบส – บ้านไร่ไออรุณ

ฟรีรีวิว

และต่อมาได้มีเจ้าของเฟสบุค Taweeroj Tah Eawpanich ออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

วันนี้ค่อนข้างเป็นกระแสทีเดียว เนื่องจากมีวลีฮิต ” บล็อกเกอร์ขอทาน ” ซึ่งคนพูดถึงในวงกว้างขนาดเพจ Drama เอาไปแชร์ บล็อกเกอร์หลายๆคนก็ขึ้นสเตตัส feeling down กันเป็นแถบ

ผมในฐานะที่เคยทำงานเป็น PR ที่ต้องดีลกับบล็อกเกอร์และดาราไม่ต่ำกว่า 100 คน ทุกวันนี้ดูแลโรงแรมที่ได้รับ inbox ขอห้องจากบล็อกเกอร์ที่อ่านแล้วขมคอ และปัจจุบันที่ผมเป็นบลอคเกอร์ซะเอง ผมเลยมีมุมมอง 3 ด้านที่อยากให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

Blogger ในเมืองไทยมีมาเป็นสิบปี โดยแรกเริ่มเป็นการเขียนบล็อกใส Blog Web Service ต่างๆ โดยจะถูกแบ่งเป็นด้านต่างๆเช่น สายเทคโนโลยี ( mobile & gadget ), สายกิน , สายท่องเที่ยว, สายโรงแรมและอื่นๆอีกมายมาย

ย้อนไปสมัยก่อนถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยเพราะช่องทางค่อนข้างน้อย แรกเริ่มส่วนใหญ่เขียนมาจากการไปรีวิว ซื้อ ใช้ กิน พักเอง ซึ่งในสมัยคนที่แฟนคลับจะเหนียวแน่นมาก เรียกว่าปักหมุดรอคอยรีวิวกันเลยทีเดียว

มาถึงเรื่องบล็อกเกอร์สายโรงแรมและสายท่องเที่ยว เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากบลอกสู่ระบบเพจบน Facebook ผมมีโอกาสทำงานเป็น PR โรงแรมหนึ่งเลยมีโอกาสเจอและเจรจา Blogger ศิลปินดารารวมๆก็เกือบ 100 คน ต้องบอกว่าในยุคนั้นผมเปลี่ยนความคิดไปเลยกับคำว่าบล็อกเกอร์เพราะทุกคนดูจริงจังมากๆ ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาถ่ายแสงเช้า สมัยนั้นบางคนพกเข็มทิศมาเพื่อดูว่าแสงขึ้นทางไหน ตกทางไหน บางคนลุยน้ำเพื่อไปหามุมใหม่ๆที่คนอยู่โรงแรมยังคาดไม่ถึง ตอนเช็คอินจดข้อมูลทุกอย่าง บางคนถามข้อมูลเชิงลึกมากๆ ต้องบอกว่าในยุคนั้น Content คุณภาพและภาพดีมากๆ บางคนถ่ายรูปสวยและเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญการถ่ายโรงแรมมากกว่าช่างภาพทั่วไปซะด้วยซ้ำ ในสมัยนั่นส่วนใหญ่เป็นการว่าจ้างและ Invite ( การเรียนเชิญต้องมี connection ที่ดีพอสมควร )

ในแง่ของการทำ PR คือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เนื่องจากยุคนั้นฐานแฟนคลับดีมีความ Royalty เชื่อมั่นผู้เขียนมากๆ ข้อมูลลงวันนั้นมี Booking เข้าทันที ยิ่งมีการวาง timeline และการออกโปรโมชั่นที่ดี สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1,000 room nights ( มูลค่า 3 – 4 ล้านบาท ) เมื่อเกิดกระแสที่ดีแล้วการมีดารามาพักก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นและกระตุ้นเพิ่มยอดขายไปอีก

2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่การทำการตลาด Social media เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพจและบล็อกเกอร์เกิดขึ้นมากมายจนจำหน้าจำชื่อเพจกันไม่ทัน หลายๆโรงแรมก็ทำ Marketing แบบนี้กันมากมาย จนบางครั้งกลายเป็น Content ขยะเช่นกัน ปัญหาที่เกิดคือ

1. การใช้บล็อกเกอร์มากเกินไป ทำให้โรงแรมภาพช้ำ บางโรงแรมใช้บลอคเกอร์ถึง 200 คนต่อปีในการรีวิวโรงแรม ( ทั้งบลอคเกอร์ขอและทางโรงแรมเชิญ ) ทำให้คนเห็นทุกซอกทุกมุมของโรงแรม เดา Surprise ของโรงแรมได้หมด ทำให้โรงแรมหมดเสน่ห์ ex. ขนมตอน turn-down เป็นอะไร, ตอนดินเดอร์มีเซอร์ไพร์ส ซึ่งทำให้คนอ่านเกิดความคาดหวังที่มากกว่าความเป็นจริงและเมื่อไปถึงโรงแรม เหมือนโดนสปอย Avengers ตอนจบไรงี้ หนังไม่สนุกเลย

2. คนเสพภาพแต่ไม่อ่านคอนเทนต์ เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้คนส่วนใหญ่สนใจไปที่ภาพสวย ชอบอ่านอะไรสั้นๆ ทำให้คนที่ผลิตคอนเทนต์หนักเรื่องราวดีๆ เริ่มหายไปจากวงการ อันนี้เป็นเรื่องน่าเศร้ามากๆ

3. Golden Honey เมื่อโรงแรมไหนอยู่ในกระแสดังๆ ด้วยที่คนผลิตคอนเทนต์ก็ต้องรีบไปตอมเพื่ออยู่ในกระแสที่การแข่งขันสูง บางครั้งบลอคเกอร์หลายคนจึงเลือกวิธีขอเข้าไป บางโรงแรมที่ควบคุมไม่ดีก็กลายเป็นมาเร็วไปเร็วเหมือนกัน

ข้อดีและข้อเสียของการใช้บลอคเกอร์

ข้อดี

1. ใช้แล้วเห็นผลเร็ว เห็นผลทันทีในวันรุ่งขึ้น

2. หากเทียบกับการซื้อ Media อื่นๆถือว่าถูกกว่ามาก เช่นการอ่านผ่านช่องทาง online สามารถ point ไปยัง Official Page หรือ Official Website ได้ทันทีทำให้เกิด Engagement สามารถนำไปเล่นหรือต่อยอดได้

3. เป็นการประเมินโรงแรมไปในตัวบล็อกเกอร์ ที่มีความรู้ ( Expert ) บางคนนอนโรงแรมตลอดชีวิตเกินกว่า 200-300 โรงแรม เค้าสามารถให้ข้อมูลหรือคำแนะนำที่ดีมาก หากโรงแรมไหนที่ owner หรือผู้บริหารเข้ามารับฟังหรือเข้ามาขอข้อมูลพูดคุย บอกเลยว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ( บางโรงแรมก็มั่นใจตัวเองค่อนข้างสูงเหมือนกันทำให้ไม่เคยเห็นจุดอ่อนหรือการพัฒนาสู่การที่ดีกว่า )

4. มีผลต่อการ Search Engine หลายเพจมีการทำคอนเทนต์ในเวบไซต์ซึ่งมีการพ่วงทำ SEO ทำให้ค้นหาใน Google ก็เจอในหน้าที่ 1 หรือ 2 อันนี้ก็เป็นประโยชน์มหาศาลหากมีการวางแผนที่ดี ยกตัวอย่าง Blogger ที่เชี่ยวชาญในการทำ SEO Page เช่น  Go!Graph  HashCorner

5. Blogger Specifically การเลือกใช้บล็อกเกอร์ที่กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับโรงแรมทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด

ข้อเสีย

1. หากโรงแรมไม่ดีก็อาจกลายเป็นการประจานโรงแรม (โรงแรมควรมีความพร้อมระดับหนึ่ง)

2. เลือกใช้บล็อกเกอร์ผิดคน เช่น ให้บล็อกเกอร์ที่แบคแพคเที่ยวทริปหลักพัน ส่วนใหญ่คนตามเป็นเด็กมหาลัยมารีวิวโรงแรมคืนละแสน ก็อาจไปเกิดยอดจอง แต่อาจเกิดในการรับรู้ของแบรนด์ ( อันนี้ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบการนำเสนอ )

3. บล็อกเกอร์บางคนไม่สามารถลงงานในเวลาที่เราต้องการ ( ขึ้นอยู่กับการคุยตั้งแต่เริ่ม ) อาจทำให้เห็นผลน้อย เช่นโรงแรมที่เป็นฤดูกาล บล็อกเกอร์ลงงานตอนที่อีก อาทิตย์หน้า – 2 เดือนข้างหน้า ห้องแน่นอยู่แล้ว ( peak season )

4. บล็อกเกอร์ที่ไม่มีมารยาท มีอยู่บ่อยครั้งที่มีบล็อกเกอร์เพจดัง ขอห้องไปรีวิวแต่สุดท้ายไม่ได้รีวิวให้จริงๆหรือบางครั้งที่โรงแรมโฮสฟรีก็กินทิ้งกินขว้าง กินเหมือนพรุ่งนี้โลกจะแตก โรงแรมโฮสไวน์ก็สั่งเพิ่มหิ้วกลับบ้านก็มี

5. พีอาร์สื่อสารผิดพลาดให้ข้อมูลบล็อกเกอร์ผิดๆก็อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโรงแรมได้ เช่น mistake shot ลืมเช็คถ่ายติดเส้นผมในอาหาร โพสต์ราคาผิดและอื่นๆอีกมากมาย

คำแนะนำเพิ่มเติม

1. PR เป็นตำแหน่งที่ทำงานยากมาก ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายเพราะคือด่านแรกที่ต้องรับมือกับปัญหามากมาย และสิ่งที่ยากกับรักษาคอนเนคชั่นหรือการปฏิเสธคน. PR ยากในงานรักษา Balance ของงานกับชีวิตส่วนตัวอีกด้วย

2. บางโรงแรมไม่เคยทำความเข้าใจหรือ Educate พนักงานทุกคนว่า PR คืออะไร เราทำสื่อเพื่ออะไร บางโรงแรมพนักงานมี code เรียกบลอคเกอร์และสื่อว่า ปรสิต ( ตัวทำ service charge ต่ำ ) * code เรียกแต่ละโรงแรมไม่เหมือนกัน

3. หากคุณเชิญใครมารีวิว การบรีฟอธิบายให้ข้อมูลคือเรื่องสำคัญ ลองนึกถึงรายการ The face เราควรมีโจทย์ที่ให้ข้อมูล เน้นในเรื่องสำคัญ มี Tag line ในใจที่อยากให้บล็อกเกอร์สื่อสารออกมา ( สำคัญมาก )

4. ก่อนเชิญบล็อกเกอร์ท่านไหนให้ดูผลงานและทำการบ้านก่อนล่วงหน้า การโทรดีกว่าการส่งอีเมลเพราะได้ยินน้ำเสียงหรือแสดงออกถึงความจริงใจได้มากกว่า และเมื่อคุยกันจบอย่าลืม E-mail กันไว้ทุกเงื่อนไขให้ชัดเจน ป้องกันตัวเองทั้งสองฝ่าย ระบุให้ชัดว่าต้องการอะไร สนับสนุนอะไรบ้าง และมีส่วนไหนที่มีค่าใช้จ่ายบ้าง

5. Treat Blogger as Normal guest หลังจากลองมาหลายวิธี การดูแลบล็อกเกอร์ Set ทุกอย่างให้ตามมาตรฐานดีที่สุด เพราะหากเกินจริงแล้วลูกค้าจะจำภาพและสร้างความคาดหวังไว้สูงมาถึงแล้วไม่ได้เป็นเรื่องอีก

6. หลีกเลี่ยงการมีเงื่อนไข ต้องให้ภาพทั้งหมด ผมคิดว่าภาพคือผลงาน ซึ่งตรงนี้มันไปทำลายอาชีพช่างภาพด้วยอยากให้แยกกัน แต่บล็อกเกอร์ท่านใดสะดวกหรือพอใจที่โรงแรมดูแลอย่างดีอันนี้ไม่ผิดนะครับ

7. บล็อกเกอร์มีต้นทุนครับ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจมุมนี้เลย ขับรถออกจากบ้านมีค่าแทกซี่ บินไปมีค่าตั๋ว ทุกอย่างมีค่าจิปาถะมากมาย ยุคนี้การแข่งขันสูงมากๆ และบรรทัดฐานเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้บลอกเกอร์หน้าใหม่ที่อยากยึดอาชีพนี้ใช้กล้องเกือบแสน ต้องมีโดรน ต้องมีทีม Production ( อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แย่เหมือนกัน สงสารช่างภาพมากเลย เมื่อก่อนจ้างช่างภาพโดรนมาถ่าย ราคาตอนนั้นรูปโดรน 1 รูปพีคๆ 20,000 บาท ตอนนี้กลายเป็นของแถมฟรีจนหมดมูลค่าเช่นกัน อันนี้โรงแรมก้ได้ Benefit ไป ) ไม่อยากจะบอกเลยว่า หลายคนใช้เงินอนาคตทั้งหมดมาลงทุนจนตอนนี้เป็นหนี้เป้นสินก็มีถมเถ

* ปัจจุบัน Facebook ปรับค่าทำให้คนเห็นสิ่งที่บล็อกเกอร์ เขียนน้อยลงเทียบได้เกิน 10 เท่า มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทุกคนต่างต้องยอมควักเงิน หลายงานหลายรีวิวไปรีวิวเองออกเอง ยังจะต้องควักเงินบูสต์ให้คนได้อ่านอีก น่าอนาถใจเช่นกัน จุดนี้เลยอยากให้เห็นใจและพอเข้าใจว่า ทำไมการเป็นบล็อกเกอร์ถึงต้องรับงาน นอกจากคุณจะรวยมากๆและทำชิลๆ

เรื่องสำคัญ

ปัจจุบันบล็อกเกอร์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้น เราจะเห็นจังหวัดที่เคยเงียบเหงามากมายกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมดังมากแต่รอบๆไม่มีที่เที่ยว ไม่มีข้อมูลการเดินทาง ไม่มีอะไรน่าสนใจ มันก็อาจจะไม่เวิร์ค เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าหลายๆอย่างเกื้อกูลกัน การด่าว่าเหมารวมบล็อกเกอร์ด้วยคำพูดเช่น เห็บหมา ขอทาน ไรงี้ ไม่ดีเลย คนที่ดีๆอ่านเค้าก็คงรู้สึกแย่เช่นกัน

ถามว่าสิ่งที่บลอคเกอร์ Review ทุกวันนี้คือความจริงๆหรือไม่บอกเลยว่า ถ้าเป็นคนคุณภาพเค้าต้องรีวิวของจริงๆ เพราะสิ่งที่พิสูจน์คือคนที่ตามไป บล็อกเกอร์ ที่อวยๆจนเว่อร์ ลูกเพจตามไปแล้วฟ้ากับเหว สุดท้ายบล็อกเกอร์คนนั้นก็จะหมดความเชื่อถือไปเอง

ส่วนบล็อกเกอร์ ปัจจุบันก็มีคนที่ฉกฉวยโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ ปลาเน่าตัวเดียวอาจจะกระทบส่งผลถึงวงกว้าง หากวันนี้คุณเป็นบล็อกเกอร์ไม่ว่าสายไหนก็ควรหมั่นหาความรู้ หมั่นพัฒนาตัวเองและที่สำคัญต้องมีมารยาทและความคิดที่ดีด้วย เพราะทันทีที่คุณจัดสินใจเป็นบล็อกเกอร์มันคือพื้นที่แสดงความคิดเห็นในทางที่ดีและทางที่เป็นลบได้เช่นกัน

แต่สุดท้ายอย่างไรก็ตาม ต้นเหตุของเรื่องราววลีเด็ดวันนี้ จริงๆอาจจะไม่มีอะไรเลยครับ อาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด อย่าพึ่งตีความกันไปไกลเลยครับ ถ้าเค้าไม่ได้ผิดหรือเป็นยังงั้นก็คงน่าสงสารเหมือนกัน มองร้ายให้เป็นดีคือถึงเวลาที่ทุกคนที่เรียกตัวเองว่าบล็อกเกอร์ควรจะพัฒนาตัวเองและเห็นแล้วว่ามีใครสักคนทำอะไรไม่ดี มันก็กระทบกันไปหมด อย่างไรก็ตามยังมีบล็อกเกอร์อีกมากมายหลายคนที่วางตัวดีและก็เห็นได้ชัดว่ามีจุดยืนที่มั่นคง ขอเป็นกำลังใจให้บล็อกเกอร์ที่มีคุณภาพ มีความฝันและยืนหยัดในสิ่งที่ตนทำต่อไป สู้ๆนะ

นี่คือข้อมูลคร่าวๆที่พอจะเล่าให้เห็นว่าบล็อกเกอร์กับธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร บางธุรกิจอาจจะไม่เหมาะ บางธุรกิจอาจเป็นกลวิธีที่สำคัญมากๆในการทำการตลาด ซึ่งเป็นเรื่องของความเห็นพ้องกันทั้งสองฝ่าย หวังว่าข้อมูลเล็กน้อยๆตรงนี้จะพอนำไปเป็นแนวทางหรือทำให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ที่มา : Taweeroj Tah Eawpanich  และ บ้านไร่ ไออรุณ